บุคคล

  • จิมมี เวลส์ ชายผู้น่ายกย่อง

    Read More

     สำหรับผม จิมมี่ เวลส์ (Jimmy Wales) เป็นหนึ่งในคนที่"น่านับถือ"
           แม้วันนี้ คนเปิดอินเตอร์เน๊ต(แทบ)ทั้งโลก"รู้จัก"ผลงานของเขา แต่น้อยคนนัก ที่จะ"รู้จักจิมมี่"
           คุณก็คง(เหมือนผมคือ)ไม่รู้ว่าเขาคือผู้ให้กำเนิด "วิกิพีเดีย" (Wikipedia) เวบที่คุณเปิดค้นข้อมูลมากที่สุดเวบหนึ่ง

           จิมมี เวลส์ เกิดเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 1966 ที่เมืองฮันตส์วิลล์ มลรัฐแอละบามา สหรัฐอเมริกา เริ่มศึกษาปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยออเบิร์น (Auburn University) แต่เปลี่ยนไปเรียนที่มหาวิทยาลัยแอละแบมา (University of Alabama) 
           จากนั้น เวลส์เข้าศึกษาต่อปริญญาเอกการเงิน ทั้งที่มหาวิทยาลัยออเบิร์น และมหาวิทยาลัยอินดีแอนา (Indiana University) พร้อมทั้งทำงานเป็นผู้สอนในมหาวิทยาลัยทั้งสองด้วย แต่เขาไม่เขียนวิทยานิพนธ์ (dissertation) เพื่อจบการศึกษา
           ไม่นาน เวลส์ออกมาเป็นผู้ค้าตราสารล่วงหน้า (futures contract) และตราสารสิทธิ (stock option) ในชิคาโก และหลังทำงานด้านนี้ไม่กี่ปี เวลส์ สามารถหาเงินได้มากพอที่จะเลี้ยงครอบครัวได้ตลอดชีวิต เขาจึงคิดเรื่องวิกิพีเดีย

    "รายได้จากอาชีพ ทำให้ผมสามารถเลี้ยงดูลูกเมียได้อย่างสบายตลอดชีวิต" จิมมี่ อดีตนักค้าอนุพันธ์ทางการเงินในชิคาโก คิดและตัดสินใจสร้างวิกิพีเดีย (Wikipedia) ขึ้นมา
           วิกิพีเดีย คือสารานุกรมเสรีหลายภาษาบนอินเทอร์เน็ต ที่เปิดโอกาสให้ทุกคนสามารถอ่านและปรับปรุงเพิ่มเติมเนื้อหา 
           การเปิดช่องให้ทุกคนมี"ส่วนร่วม" ทำให้วิกิพีเดียกลายเป็นสารานุกรมที่ได้รับการแก้ไข รวบรวมและดูแลรักษาจากอาสาสมัครหลายแสนคนทั่วโลก 
           ปัจจุบัน วิกิพีเดีย มีเซิร์ฟเวอร์อยู่ 3 แห่ง คือในรัฐฟลอริดา สหรัฐอเมริกา เป็นเซิร์ฟเวอร์ใหญ่ และที่ตั้งของมูลนิธิวิกิมีเดีย ส่วนเซิร์ฟเวอร์ย่อยอยู่ที่ อัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ และกรุงโซล เกาหลีใต้

           จิมมี่ เวลส์ ตั้ง วิกิพีเดีย เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2001 โดยเริ่มต้นโครงการจากชื่อสารานุกรมนูพีเดีย ซึ่งมีผู้เชี่ยวชาญในหลายสาขาช่วยเขียนเรื่องราวต่างๆ
           กระทั่งถึงวันนี้ วิกิพีเดีย ซึ่งดำเนินงานโดยมูลนิธิวิกิมีเดีย ซึ่งก่อตั้งโดยจิมมี เวลส์และแลร์รี แซงเกอร์ หัวหน้าบรรณาธิการนูพีเดีย(Nupedia) มีทั้งหมดมากกว่า 250 ภาษา รวมทุกภาษามีบทความมากกว่า 7,000,000 บทความ โดยในทั้งหมด มี 14 ภาษาที่มีบทความมากกว่า 100,000 บทความ 
           ในประเทศไทย ณ สิ้นเดือนตุลาคม วิกิพีเดียภาษาไทยมีทั้งหมด 25,258 บทความ

           เส้นทางของวิกิพีเดีย เริ่มต้นในปี 1996 เมื่อ จิมมี เวลส์ ในวัย 30 ก่อตั้งเซิร์ชพอร์ทัลชื่อ โบมิส (Bomis) โดยในเซิร์ชพอร์ทัลดังกล่าว มีส่วนหนึ่งชื่อ "โบบิสเบบส์" ซึ่งเป็นเสิร์ชเอนจินสำหรับค้นหาภาพโป๊ (ปัจจุบันเวลส์ไม่ได้เป็นเจ้าของโบมิสแล้ว)
           ต่อมา ในเดือนมีนาคม 2000 เวลส์ได้ก่อตั้งสารานุกรมเนื้อหาเสรีที่มีผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบเนื้อหา (peer review) โดยใช้ชื่อว่า"นูพีเดีย"  (Nupedia) ซึ่งมีคำขวัญคือ "สารานุกรมฟรี" ("the free encyclopedia") โดยได้ว่าจ้าง แลร์รี แซงเกอร์ ให้เป็นหัวหน้าบรรณาธิการ
           จิมมี่ เวลส์ บอกว่า สารานุกรมเสรี ใช้อาสาสมัครล้วนๆ และโลกไซเบอร์เป็นพื้นที่ทำงาน
           โดยเขามีเป้าหมายสูงสุดคือ วันหนึ่งจะแจกจ่ายวิกิพีเดียในรูปหนังสือให้กับทุกคนบนโลกในภาษาของพวกเขาเอง

           "สำหรับผม สิ่งสำคัญคือทำให้ถูกต้อง และถ้ามีใครก็ตามที่เป็นคนฉลาดและทำงานได้น่าอัศจรรย์แล้วล่ะก็ ผมไม่สนหรอกว่าเขาจะเป็นนักเรียนมัธยมปลายหรือศาสตราจารย์มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด งานที่เขาทำต่างหากที่สำคัญ ... คุณหวังพึ่งใบประกาศฯ ของคุณในวิกิพีเดียไม่ได้หรอก ... คุณต้องเดินเข้าตลาดความคิดและสัมพันธ์กับคนอื่นๆ" เวลส์ กล่าวถึงวิกิพีเดีย..ที่หลายคน(อาจจะ)มองว่า"ไม่ถูกต้องทั้งหมด"
           เพราะ"เป้าหมาย"ของวิกิพีเดีย คือหา"อาสาสมัครเขียน"ก่อนจะส่งไปให้"ผู้รู้"ตรวจสอบ
           มีคำกล่าวว่า "จิมมี เวลส์ได้เกรดดี(D) วิชาพูดหน้าชั้นเรียน แต่ขณะนี้จิมมี เวลส์ได้พูดต่อหน้าสาธารณชนมากกว่า 30 ประเทศทั่วโลก"

           แม้จะเป็นเจ้าของโลกความรู้ทางอินเตอร์เน็ตที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่ง
           แต่จิมมี่ เวลส์ ก็ยืนยันว่าเขาเชื่อมั่นในพลัง"ตัวหนังสือ" โดยบอกว่า แม้ทุกวันนี้ "มัลติมีเดีย"เข้ามามีบทบาทมากขึ้นในโลกออนไลน์ แต่ส่วนตัวก็ยังมั่นใจว่า "ตัวอักษร (Words)" ยังคงเป็นสิ่งที่ทรงพลังที่สุดสำหรับการนำเสนอเนื้อหาของสารานุกรม เขาจึงไม่วิตกว่า"วิกิพีเดีย" จะถูกชิงตำแหน่งสารานุกรมออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกโดยเวบไซต์อื่นที่ทำในระบบ"สื่อผสม" คือมีทั้งภาพและเสียงมาประกอบ
           "เรามีภาษามากกว่าเวบไซต์อื่นๆ และเราก็มีเนื้อหาที่เป็นวิดีโอและเสียง แต่เนื้อหาทั้งสองรูปแบบนั้นก็ไม่ได้เป็นสิ่งที่มีประโยชน์กับเนื้อหาของสารานุกรมเท่าไรนัก ตัวหนังสือต่างหากที่ยังทรงพลังที่สุด" จิมมี่ เวลส์ กล่าว

    เส้นทางวิกิพีเดียของไทย
           25 ธันวาคม 2546 วิกิพีเดียไทยเริ่มต้นโดยมีการสร้างลิงก์ไปวิกิพีเดียภาษาอื่นไว้ที่หน้าหลักของวิกิพีเดีย
           ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2546 มีข้อความสร้างไว้ครั้งแรกบนหน้าหลักของวิกิพีเดียไทยว่า "Describe the new page here."
           27 ธันวาคม 2546 - บทความแรกที่สร้างคือ"ดาราศาสตร์" โดยมีเนื้อหาเพียงคำว่า "ดาราศาสตร์" และมีเนื้อหาเพิ่มเติมนับเป็นบทความสารานุกรมในวันที่ 31 พฤษภาคม 2547
           28 กุมภาพันธ์ 2547 บทความสารานุกรมที่สร้างบทความแรก คือวิทยาการคอมพิวเตอร์
           6 กรกฎาคม 2547 หน้าโครงการหลักอื่น ๆ ได้แก่ วิกิพีเดีย:ศาลาประชาคม และ วิกิพีเดีย:ความช่วยเหลือ ถูกสร้างขึ้น
           14 มีนาคม 2549 วิกิพีเดียไทย มีบทความครบ 10,000 บทความ
           2 กันยายน 2549 วิกิพีเดียไทย มีผู้ใช้ลงทะเบียนครบ 10,000 คน
           3 มีนาคม 2550 วิกิพีเดียไทย มีผู้ใช้ลงทะเบียนครบ 20,000 คน
           17 มีนาคม 2550 วิกิพีเดียไทย มีบทความครบ 20,000 บทความ
           16 กรกฎาคม 2550 วิกิพีเดียไทย มีบทความครบ 25,000 บทความ ลิงก์ของวิกิพีเดียไทยจึงถูกนำกลับเข้าสู่หน้าหลักของวิกิพีเดียภาษาอังกฤษอีกครั้ง หลังจากได้ถูกนำออกเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2549 เนื่องจากมีจำนวนบทความไม่ถึงเกณฑ์ขั้นต่ำ
           จิมมี่ เวลส์ พูดถึงชุมชนชาววิกิพีเดียในไทยว่ายังเป็นชุมชนขนาดเล็ก แต่ก็เติบโตเร็วมาก และตัวเขามีแผนจะเดินทางมาเยือนไทยเพื่อพบปะกับวิกิพีเดียนชาวไทยบางคน นอกเหนือจากการพบปะประจำปีชื่อ"วิกิมาเนีย" ซึ่งเป็นการรวมตัวกันของนักเขียนที่อุทิศผลงานเข้าไปยัง"วิกิพีเดีย"


    ขอขขอบคุณข่าวจาก : th.wikipedia.org

  • CEO Google พูดถึง ผลกระทบจากข่าวปลอม พร้อมแนวทางแก้ปัญหา

    Read More

    ปฏิเสธไม่ได้ว่าข่าวปลอมบนสังคมออนไลน์ ค่อนข้างมีผลต่อผู้คนบนสังคมออนไลน์ไม่น้อยเลยทีเดียว เพราะนอกจากมันจะทำให้ผู้คนเข้าใจผิดแล้ว มันยังทำให้ความน่าเชื่อถือที่มีต่อสื่อลดน้อยลง เนื่องจากแยกข่าวปลอมกับข่าวจริงไม่ออก (เหมือนกันเกิน!)

    CEO Google พูดถึง ผลกระทบจากข่าวปลอม พร้อมแนวทางแก้ปัญหา
    นาย ซันดาร์ พิชัย CEO ของ Google ออกมากล่าวว่า "Google ไม่สนับสนุนการนำเสนอคอนเทนท์จากสื่อปลอม ฉะนั้นภายในอาทิตย์นี้ Google จะทำการนำ AdSense ออกจากแหล่งข่าวปลอมต่างๆ  "  

    นอกจากนี้ นายซันดาร์ พิชัย ยังกล่าวต่ออีกด้วยว่า "Google พยายามที่จะนำคอนเทนท์ที่มีคุณภาพออกมาให้คุณได้ชมกัน แต่ด้วยปัจจัยหลายๆ อย่าง ทำให้ Google ดึงคอนเทนท์จากสื่อปลอมออกมาด้วย ซึ่ง ณ ตอนนี้ Google กำลัง พัฒนาอัลกอริทึ่ม ให้แก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้ดีขึ้น"
    CEO Google พูดถึง ผลกระทบจากข่าวปลอม พร้อมแนวทางแก้ปัญหา
    ไม่กี่วันก่อน Facebook ก็มีปัญหาเหล่านี้เหมือนกัน ทำให้ นายมาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก CEO Facebook ออกมาโพสต์ลง Facebook ส่วนตัวถึงเรื่อง ข่าวปลอมการเลือกตั้งที่ถูกปล่อยออกมาบน Facebook อย่างต่อเนื่องว่า "แม้ว่าจะมีคอนเทนท์จากสื่อปลอมอยู่บ้าง มันก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงความจริงที่ว่า นาย โดนัลด์ ทรัมป์ ชนะการเลือกตั้ง และถ้าหากว่ากันตามจริงแล้ว Facebook นั้นก็ยังมีคอมเทนท์จากสื่อจริงอยู่มากกว่า 99% เลยทีเดียว" 


    ขอขอบคุณที่มาจาก :thaiware.com

  • ผู้ก่อตั้ง facebook

    Read More

    Facebook เว็บไซต์โซเชียลเน็ตเวิร์กยอดนิยมที่มีจำนวนเข้าคนใช้งานมากที่สุด เป็นบริการเครือข่ายสังคมและเว็บไซต์ที่ทำให้สามารถรู้จักผู้อื่นได้ดีมากขึ้น ปัจจุบันนี้คงไม่มีใครไม่รู้จักผู้ก่อตั้ง facebook แต่ถ้าจะให้รู้ลึกถึงประวัติชีวิตของเขาคงจะมีน้อยคนนักที่รู้

    มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก (Mark Zuckerberg) แฮ็กเกอร์หนุ่มจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ผู้ก่อตั้ง Facebook เครือข่ายสังคมออนไลน์ขนาดใหญ่สุดของโลก จนโด่งดังไปทั่วและได้รับการจัดอันดับจากนิตยสารไทม์ให้เป็นบุคคลที่ทรงอิทธิพลที่สุดของโลก ประจำปี 2008 ขณะอายุเพียง 23 ปี โดยปัจจุบันมีผู้ใช้เฟซบุ๊กมากกว่า 400 ล้านคน นับตั้งแต่เริ่มก่อตั้งเมื่อ 6 ปีก่อน วันที่ 4 ก.พ. ปี 2004

    วัยเด็กของมาร์ค ซัคเคอร์เบิร์กมีชีวิตแสนจะธรรมดา เขาเกิดในครอบครัวอเมริกันเชื้อสายยิว เมื่อวันที่ 14 พ.ค. ปี 1984 โตมาในย่านดอบส์ เฟอร์รี รัฐนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา มีพ่อเป็นหมอฟันและนักจิตวิทยา ชีวิตวัยเด็กของเขาค่อนข้างจะสุขสบาย ไม่เคยผ่านความลำบากยากจน เขามีพี่น้อง 4 คน เขาเป็นลูกชายคนเดียวของบ้าน เป็นเด็กเรียนเก่งออกแนวเนิร์ด ชอบขลุกอยู่แต่ในห้อง มาร์คเข้าศึกษาระดับมัธยมที่ Ardsley High School และจบมัธยมปลายที่ Phillips Exeter Academy ในปี 2545 ในสมัยเรียนไฮสคูลมาร์ค ซัคเคอร์เบิร์กหัดเป็นโปรแกรมเมอร์ ตั้งแต่อยู่ ชั้น ป.6 เขากับเพื่อนสร้างโปรแกรมสำหรับเรียนรู้นิสัยการฟังเพลงของผู้ใช้ Winamp และ MP3 และเปิดให้ดาวน์โหลดฟรีทางอินเตอร์เน็ต และเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ด

    ไอเดียสำคัญที่จุดประกายให้นักศึกษาวิชาคอมพิวเตอร์วัย 20 ปีลุกขึ้นมาทำเฟซบุ๊ก เกิดจากความหมกมุ่นอยู่กับเรื่องคอมพิวเตอร์ และการเขียนโปรแกรม จนค้นพบปัญหาว่ามหาวิทยาลัยระดับโลกอย่างฮาร์วาร์ดไม่มีระบบหนังสือรุ่นออนไลน์ เขาจึงนำไอเดียไปเสนอเพื่อขอจัดทำ แต่กลับถูกมหาวิทยาลัยปฏิเสธ โดยบอกว่าไม่มีนโยบายให้นักศึกษาเข้าถึงข้อมูลดังกล่าว
    ผู้ก่อตั้ง facebook
    เขาแฮ็กข้อมูลเจาะเข้าไปในระบบทะเบียนประวัตินักศึกษาของฮาร์วาร์ด ดึงรูปนักศึกษาและประวัติส่วนตัวจากฐานข้อมูลมหาวิทยาลัยมาใส่ในเว็บไซต์เฟซแมช (Facemash) และเชิญชวนเพื่อนๆนักศึกษาเล่นเกม Hot or Not โดยเขาโพสต์รูปนักศึกษาให้เพื่อนๆเข้ามาช่วยกันโหวตว่าใครได้รับความนิยมมากหรือน้อย ภายในเวลาแค่ 4 ชั่วโมง มีนักศึกษาเข้ามาโหวตถึง 450 คน สร้างสถิติคลิกชม 22,000 ครั้ง แต่แทนที่จะได้รับเสียงชมจากอาจารย์ เขากลับถูกมหาวิทยาลัยลงโทษระงับการใช้อินเตอร์เน็ต ด้วยข้อหาว่าโปรเจคนี้ของซัคเกอร์เบิร์กละเมิดนโยบายการใช้งานอินเทอร์เน็ตที่มหาวิทยาลัยกำหนดไว้ และเป็นภัยต่อระบบความปลอดภัยคอมพิวเตอร์ของมหาวิทยาลัย

    เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกลับกลายเป็นแรงบันดาลใจให้เขาสร้างเฟซบุ๊ก (Facebook) ในเวลาไม่ถึง 2 สัปดาห์ โดยเขานั่งเขียนโปรแกรมอยู่ในหอพักมหาวิทยาลัย และได้รับความช่วยเหลือจากรูมเมต “ดัสติน มาสโควิตซ์” ซึ่งภายหลังได้กลายมาเป็นผู้ร่วมก่อตั้งเฟซบุ๊ก และรั้งตำแหน่งวีพีด้านเอนจิเนียริ่ง แรกเริ่มเขาพยายามเชิญชวนเพื่อนๆนักศึกษาส่งรูปและข้อมูลส่วนตัวเข้ามาโพสต์บนเว็บไซต์ ซึ่งมีคนส่งรูปเข้ามาถึง 500 รูป ต่อมาได้พัฒนาโปรแกรมโดยสร้างเว็บเพจให้เพื่อนร่วมชั้นสามารถส่งอีเมล์เข้ามาแสดงความคิดเห็น และเพิ่มเติมประวัติได้อย่างไม่จำกัด ปรากฏว่าได้รับการตอบรับอย่างดีจากเว็บไซต์ เพื่อสร้างสัมพันธ์ในหมู่นักศึกษาฮาร์วาร์ด ซัคเกอร์เบิร์กและเพื่อนเริ่มขยายบริการเฟสบุ๊คไปยังมหาวิทยาลัยอื่นๆกว่า 30 สถาบัน
    ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ประวัติ ผู้ ก่อตั้ง เฟส บุ๊ค

    ขอขอบคุณข้อมูลจาก: hitechsky.com

  • ดร. จอห์น วี. อะทานาซอฟฟ์ (John V. Atanasoff)

    Read More

    ก่อนที่เราจะมีคอมพิวเตอร์อย่างที่ใช้กันทุกวันนี้ ต้องมีผู้ริเริ่มประดิษฐ์เจ้าเครื่องนี้ขึ้นมาก่อน นั่นก็คือ จอห์น วี. อะทานาซอฟฟ์ เกิดเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม ค.ศ.1903 โดยเขาได้ร่วมมือกับลูกศิษย์คือ คลิฟฟอร์ด เบอร์รี่ (Clifford Berry) ประดิษฐ์เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้ไฟฟ้าเป็นคนแรก คือ เครื่อง ABC หรือ
    คอมพิวเตอร์ อตานาซอฟฟ์-เบอร์รี (Atanasoff-Berry Computer) เป็นเครื่องคำนวณดิจิทัลอิเล็กทรอนิกส์ ขึ้นมาเมื่อปี ค.ศ. 1937 อาจกล่าวได้ว่า เครื่อง ABC มีส่วนบุกเบิกสำคัญให้กับคนรุ่นหลังได้พัฒนาต่อยอดจนเป็นคอมพิวเตอร์สมัยใหม่ให้เราได้ใช้กันนั่นเอง   ทั้งนี้ ดร.จอห์น เสียชีวิตลงเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน ค.ศ. 1995 ในวัย 92 ปี 


    ขอขอบคุณข้อมูลจาก  kapook.com

  • พระราชประวัติ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

    Read More

    พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช เสด็จพระราชสมภพ ณ โรงพยาบาลเมานท์ ออเบิร์น เมืองเคมบริดจ์ รัฐแมสสาชูเซสท์ ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันจันทร์ ขึ้น ๑๒ ค่ำ เดือนอ้าย ปีเถาะ จุลศักราช ๑๒๘๙ ตรงกับวันที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๗๐ มีพระนามเดิมว่า พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภูมิพลอดุลยเดช เป็นพระราชโอรสพระองค์เล็กในสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดช กรมหลวงสงขลานครินทร์ และสมเด็จพระราชชนนีศรีสังวาลย์ ซึ่งภายหลังทั้งสองพระองค์ได้รับการเฉลิมพระนามาภิไธย เป็นสมเด็จพระมหิตลาธิเบศรอดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก และสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี

    เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๑ ได้โดยเสด็จสมเด็จพระบรมราชชนก เสด็จกลับประเทศไทย ประทับ ณ วังสระปทุม ต่อมาในวันที่ ๒๔ กันยายน พ.ศ. ๒๔๗๒ สมเด็จพระบรมราชชนกทิวงคต ขณะนั้นพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ทรงเจริญพระชนมายุได้ไม่ถึงสองพรรษา และได้เสด็จเข้ารับการศึกษาชั้นต้น ณ โรงเรียนมาแตร์ เดอี กรุงเทพฯ จนถึง พ.ศ. ๒๔๗๖ จึงเสด็จไปประทับ ณ เมืองโลซานน์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ พร้อมด้วยสมเด็จพระบรมราชชนนี พระเชษฐภคินีและพระเชษฐา เพื่อทรงศึกษาต่อในชั้นประถมศึกษา ในโรงเรียนเมียร์มองต์ ทรงศึกษาวิชาภาษาฝรั่งเศส ภาษาเยอรมันและภาษาอังกฤษ จากนั้นทรงเข้าศึกษาชั้นมัธยมศึกษา ณ เอกอล นูแวล เดอ ลา ชืออิส โรมองต์ เมืองแชลลี ชือ โลซานน์ ทรงได้รับประกาศนียบัตรทางอักษรศาสตร์จาก ยิมนาส กลาชีค กังโดนาล แห่งเมืองโลซานน์ แล้วทรงเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยโลซานน์ โดยทรงเลือกศึกษาในแขนงวิชาวิศวกรรมศาสตร์

    ใน พ.ศ. ๒๔๗๗ พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าอานันทมหิดล เสด็จขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์ รัชกาลที่ ๘ แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าภูมิพลอดุลยเดช จึงทรงได้รับการสถาปนาขึ้นเป็น สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดช เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๘ และได้โดยเสด็จพระราชดำเนิน สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล นิวัติประเทศไทยเป็นครั้งแรก ใน พ.ศ. ๒๔๘๑ โดยประทับ ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต เป็นการชั่วคราว แล้วเสด็จกลับไปประเทศสวิตเซอร์แลนด์ จนถึง พ.ศ. ๒๔๘๘ จึงโดยเสด็จพระราชดำเนิน สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล นิวัติประเทศไทยเป็นครั้งที่สอง ครั้งนี้ประทับ ณ พระที่นั่งบรมพิมาน ในพระบรมมหาราชวัง
    พระราชประวัติ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยสังเขป

    ในวันที่ ๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๘๙ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล เสด็จสวรรคต ณ พระที่นั่งบรมพิมาน ในพระบรมมหาราชวัง สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดช จึงเสด็จขึ้นครองราชสมบัติสืบราชสันตติวงศ์ในวันเดียวกันนั้น แต่เนื่องจากยังทรงมีพระราชภารกิจด้านการศึกษา จึงต้องทรงอำลาประชาชนชาวไทย เสด็จพระราชดำเนินกลับไปยังประเทศสวิตเซอร์แลนด์อีกครั้งหนึ่ง ในเดือนสิงหาคม พ.ศ. ๒๔๘๙ เพื่อทรงศึกษาต่อ ณ มหาวิทยาลัยแห่งเดิม ในครั้งนี้ ทรงเลือกศึกษาวิชากฎหมายและวิชารัฐศาสตร์ แทนวิชาวิศวกรรมศาสตร์ที่ทรงศึกษาอยู่เดิม

    ระหว่างที่ประทับศึกษาอยู่ในต่างประเทศนั้น ทรงพบกับหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร ธิดาในพระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นจันทบุรีสุรนาถ (พระนามเดิม หม่อมเจ้านักขัตรมงคล กิติยากร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาพระอิสริยยศ ขึ้นเป็น พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้านักขัตรมงคล เมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๓ และใน พ.ศ. ๒๔๙๕ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาขึ้นเป็นพระองค์เจ้าต่างกรม มีพระนามว่าพระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นจันทบุรีสุรนาถ) และหม่อมหลวงบัว (สนิทวงศ์) กิติยากร ต่อมาทรงหมั้นกับหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร ในวันที่ ๑๙ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๙๒ ณ เมืองโลซานน์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

    ใน พ.ศ. ๒๔๙๓ เสด็จพระราชดำเนินนิวัติพระนคร ประทับ ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งการพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล ในเดือนมีนาคม พ.ศ. ๒๔๙๓ ต่อมาในวันที่ ๒๘ เมษายน ปีเดียวกัน ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดการพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสกับหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร ณ พระตำหนักสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ในวังสระปทุม ซึ่งในการพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสนี้ มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร ขึ้นเป็น สมเด็จพระราชินีสิริกิติ์

    ในวันที่ ๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๙๓ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกตามแบบอย่างโบราณราชประเพณีขึ้น ณ พระที่นั่งไพศาลทักษิณ ในพระบรมมหาราชวัง เฉลิมพระบรมนามาภิไธย ตามที่จารึกในพระสุพรรณบัฏว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศร รามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามมินทราธิราช บรมนาถบพิตร พร้อมทั้งพระราชทานพระปฐมบรมราชโองการว่า "เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม" และในโอกาสนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาเฉลิมพระเกียรติยศสมเด็จพระราชินีสิริกิติ์ ขึ้นเป็น สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี

    หลังจากเสร็จการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกแล้ว ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงรักษาสุขภาพ ณ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ตามที่คณะแพทย์ได้ถวายคำแนะนำ และระหว่างที่ประทับรักษาพระองค์อยู่นั้น สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี มีพระประสูติกาลพระราชธิดาพระองค์แรก คือ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ซึ่งประสูติ ณ โรงพยาบาลมองซัวซีส์ เมืองโลซานน์ เมื่อวันที่ ๔ เมษายน พ.ศ. ๒๔๙๔ และเมื่อสมเด็จพระเจ้าลูกเธอพระองค์แรกเจริญพระชันษาได้ ๗ เดือน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จพระราชดำเนินนิวัติพระนคร ประทับ ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต จากนั้นทรงย้ายที่ประทับไปประทับ ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต และที่พระที่นั่งอัมพรสถานนี้เอง สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี มีพระประสูติกาลพระราชโอรสและพระราชธิดาอีกสามพระองค์ คือ

    • สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฏราชกุมาร เสด็จพระราชสมภพ เมื่อวันที่ ๒๘ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๙๕
    • สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร รัฐสีมาคุณากรปิยชาติ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชสมภพ เมื่อวันที่ ๒ เมษายน พ.ศ. ๒๔๙๘
    • สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ประสูติ เมื่อวันที่ ๔ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๐๐
    พระราชประวัติ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยสังเขป

    ใน พ.ศ. ๒๔๙๙ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชศรัทธาที่จะทรงผนวช ด้วยทรงพระราชดำริว่า พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ ที่ประชาชนของพระองค์เลื่อมใสกันอยู่เป็นจำนวนมาก จึงได้เสด็จออกทรงผนวช ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในพระบรมมหาราชวัง เมื่อวันที่ ๒๒ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๙๙ เสร็จการพระราชพิธีทรงผนวชแล้ว เสด็จพระราชดำเนินไปประทับ ณ พระตำหนักปั้นหยา วัดบวรนิเวศวิหาร โดยมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี เป็นผู้สำเร็จราชการทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจแทนพระองค์ตลอดเวลา ๑๕ วันที่ทรงผนวชอยู่

    และจากการที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจในตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ได้อย่างเรียบร้อย เป็นที่พอพระราชหฤทัย จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ สถาปนาขึ้นเป็น สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในปีเดียวกันนั้นเอง และใน พ.ศ. ๒๕๐๐ ทรงย้ายที่ประทับจากพระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต ไปประทับที่พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต

    โดยเราขอสรุปรวม พระราชประวัติของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เอาไว้ดังนี้
    • ๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๗๐ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ ๙ เสด็จพระราชสมภพ ณ โรงพยาบาลเมานท์ ออเบิร์น เมืองเคมบริดจ์ รัฐแมสสาชูเซสท์ ประเทศสหรัฐอเมริกา
    • พ.ศ. ๒๔๗๑ ได้โดยเสด็จสมเด็จพระบรมราชชนก เสด็จกลับประเทศไทย ประทับ ณ วังสระปทุม
    • ๒๔ กันยายน พ.ศ. ๒๔๗๒ สมเด็จพระบรมราชชนกทิวงคต ขณะนั้นพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงเจริญพระชนมายุได้ไม่ถึง ๒ พรรษา
    • พ.ศ. ๒๔๗๖ เสด็จเข้ารับการศึกษาชั้นต้น ณ โรงเรียนมาแตร์ เดอี กรุงเทพฯ
    • พ.ศ. ๒๔๗๙ สมเด็จพระบรมราชชนนีได้พระราชทานกล้องถ่ายรูปตัวแรก รุ่น Coronet Midget ให้แก่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
    • เมษายน พ.ศ. ๒๔๘๙ ทรงพระราชนิพนธ์เพลงแรก แสงเทียน (Candlelight Blues)
    • ๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๘๙ เสด็จขึ้นครองราชสมบัติสืบราชสันตติวงศ์ และวันที่ ๕ พฤษภาคม ๒๔๙๓ ทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ตามแบบอย่างโบราณราชประเพณีขึ้น ณ พระที่นั่งไพศาลทักษิณ ในพระบรมมหาราชวัง
    • สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๘๙ เสด็จพระราชดำเนินกลับไปยังประเทศสวิตเซอร์แลนด์ อีกครั้งหนึ่ง เพื่อทรงศึกษาต่อในวิชากฎหมายและวิชารัฐศาสตร์ แทนวิชาวิศวกรรมศาสตร์ที่ทรงศึกษาอยู่เดิม
    • ๑๙ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๙๒ ทรงหมั้นกับหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร ณ เมืองโลซานน์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์
    • ๒๘ เมษายน พ.ศ. ๒๔๙๓ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดการพระราชพิธีราชาภิเษกสมรส กับหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร โดยจัดพิธีขึ้นภายใน วังสระปทุม
    • ๔ เมษายน พ.ศ. ๒๔๙๔ มีพระประสูติกาลพระราชธิดาพระองค์แรก คือ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ณ โรงพยาบาลมองซัวซีส์ เมืองโลซานน์
    • พ.ศ ๒๔๙๕ ทรงตั้งสถานีวิทยุขึ้นมา พระราชทานนามว่า สถานีวิทยุ อ.ส. พระราชวังดุสิต เพื่อเป็นสื่อในการประชาสัมพันธ์ ติดต่อสื่อสารกับประชาชน
    • ๒๘ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๙๕ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฏราชกุมาร เสด็จพระราชสมภพ
    • ๒ เมษายน พ.ศ. ๒๔๙๘ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร รัฐสีมาคุณากรปิยชาติ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชสมภพ
    • ๒๒ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๙๙ ทรงเสด็จออกทรงผนวช ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในพระบรมมหาราชวัง โดยมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ตลอดเวลา ๑๕ วันที่ทรงผนวช
    • พ.ศ. ๒๔๙๙ ทรงสถาปนา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ ขึ้นเป็น พระบรมราชินีนาถ
    • ๔ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๐๐ ประสูติ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี
    • ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๐๗ ทรงเสด็จพระราชดำเนินเปิดเขื่อนภูมิพล เป็นเขื่อนอเนกประสงค์แห่งแรกของไทย ทำหน้าที่ได้ทั้งการกักเก็บน้ำ และผลิตกระแสไฟฟ้า
    • ๑-๒ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๑๒ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ทำการทดลองปฏิบัติการทำ ฝนหลวง เป็นครั้งแรก โดยเลือกพื้นที่วนอุทยานเขาใหญ่เป็นพื้นที่ทดลอง
    • ๑๘ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๑๗ ทรงมีกระแสพระราชดำรัสเบื้องต้นเกี่ยวกับ เศรษฐกิจพอเพียง
    • พ.ศ. ๒๕๑๙ ทรงมีผลงานแปลชิ้นแรกเรื่อง ติโต โดยทรงแปลจากหนังสือ Tito ของ Phyllis Auty
    • ๒๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๒๐ ทรงเริ่มแปลหนังสือ นายอินทร์ผู้ปิดทองหลังพระ จากต้นฉบับหนังสือ A Man Called Intrepid ของ William Stevenson และแปลหน้าสุดท้ายเมื่อ ๒๕ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๒๓
    • พ.ศ. ๒๕๓๐ ทรงพระราชทาน ส.ค.ศ. ฉบับแรกแก่หน่วยงานและเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องที่ทำงานรับใช้ใต้เบื้องพระยุคลบาท โดยทรงพริ้นต์จากคอมพิวเตอร์ และส่งแฟกซ์พระราชทานไปยังหน่วยงานโดยทั่วถึงกัน
    • ๒๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๓๑ ทรงพระราชทานรูปแบบ และพระราชดำริ เรื่องการแก้ไขปัญหาน้ำเสีย โดยการเติมออกซิเจนลงในน้ำ เป็นที่มาของ "กังหันน้ำชัยพัฒนา"
    • ๒๒ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๓๔ ทรงพระราชทานพระราชดำริเกี่ยวกับ หญ้าแฝก เป็นครั้งแรกกับ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เพื่อป้องกันการชะล้างพังทลายของดิน และอนุรักษ์ ความชุ่มชื้นไว้ในดิน
    • ๒ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๓๖ กังหันน้ำชัยพัฒนา ได้รับสิทธิบัตรจากกรมทรัพย์สินทางปัญญา
    • ๓๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๓๖ สมาคมควบคุมการกัดเซาะผิวดินนานาชาติ (IECA) มีมติถวายรางวัลแด่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช ที่ทรงเป็นแบบอย่างในการนำหญ้าแฝกมาใช้ อนุรักษ์ดินและน้ำ
    • พ.ศ. ๒๕๓๗ ทรงเผยแพร่เอกสารเกี่ยวกับหลักการทำเกษตรทฤษฎีใหม่ เพื่อความมั่นคงของรายได้ ความมั่นคงของชีวิต และความมั่นคงของชุมชนชนบท
    • พ.ศ. ๒๕๓๘ ทรงพระราชนิพนธ์เพลงสุดท้าย "เมนูไข่" โดยเป็นเพลงพระราชนิพนธ์ในอันดับที่ ๔๘ เนื้อร้องโดย สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานเป็นของขวัญวันพระราชสมภพครบ 72 พรรษา แด่สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาส ราชนครินทร์
    • ๑๕ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๓๘ ทรงมีพระราชดำริให้กรุงเทพมหานคร ก่อสร้างสะพานพระราม 8 เพื่อแก้ไขปัญหาจราจรในกรุงเทพฯ (เปิดให้ใช้งาน ๗ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๕)
    • พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๓๘ ทรงพระราชทานพระราชดำริโครงการ แก้มลิง ซึ่งเป็นโครงการระบายน้ำ เพื่อบรรเทาปัญหาน้ำท่วมกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล
    • พ.ศ. ๒๕๓๙ ทรงใช้สัญญานเรียกขาน VR009 ในการพระราชทานคำแนะนำทางด้านเทคนิค ให้กับกลุ่มนักวิทยุสมัครเล่น ที่รวมกลุ่มกันออกไปช่วยเหลือชาวบ้าน ในเหตุวาตภัยที่ อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี
    • พ.ศ. ๒๕๔๑ ตีพิมพ์พระราชนิพนธ์เรื่อง ทองแดง เป็นครั้งแรก
    • ๒๕ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๒ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ทรงทำพิธีเปิด เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์
    • ๙ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๔ พระราชดำริด้านการพัฒนาน้ำมันปาล์มเพื่อใช้กับเครื่องยนต์ดีเซล ได้ยื่นจดสิทธิบัตรที่กระทรวงพาณิชย์
    • พ.ศ. ๒๕๔๕ ทรงแปลเรื่องราวของ พระมหาชนก เป็นฉบับการ์ตูน เพื่อให้ประชาชนอ่านและเข้าใจได้ง่าย
    • ๒๓ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๔ ทรงพระราชทานความหมายของ เศรษฐกิจพอเพียง เอาไว้เป็นภาษาอังกฤษว่า Sufficiency Economy
    พระราชประวัตินี้เป็นเพียงแต่โดยสังเขป โดยตลอดรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฎรในภูมิภาคต่างๆ และทรงพระราชทานโครงการนานัปการ เพื่อประโยชน์สุขของราษฎร และสำหรับท่านใดที่ต้องการค้นคว้าข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเรียกดูได้ตามลิงก์ทางด้านล่างนี้เลยครับ

  • มาร์ติน คูเปอร์ (Martin Cooper) ผู้ประดิษฐ์มือถือเครื่องแรกของโลก

    Read More

    หลายคนถามต่อๆ กัน และต่างสงสัยว่าใคร "เป็นคนสร้างโทรศัพท์เคลื่อนที่เครื่องแรกของโลก" โทรศัพท์เคลื่อนที่เครื่องแรกถูกผลิตและออกแสดงในปี ค.ศ.1973 โดย มาร์ติน คูเปอร์ (Martin Cooper) นักประดิษฐ์จากบริษัทโมโตโรลาเป็นโทรศัพท์เคลื่อนที่ขนาดใหญ่ที่มีน้ำหนักประมาณ  1.1 กิโลกรัม ปัจจุบันจำนวนผู้ใช้งานโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั่วโลก


    ย้อนกลับไปเมื่อปี ค.ศ. 1973 เขาเป็นวิศวกรอยู่ที่บริษัทโมโตโรล่า และห้องแล็ปของเขาก็สร้างนวัตกรรมให้กับมวลมนุษยชาติ นั่นคือ การเปิดตัวโทรศัพท์เคลื่อนที่ได้เป็นรายแรกของโลกเพราะในใจของเขารู้ดีว่าคนเราต้องการการสื่อสาร และการสื่อสารไม่เคยหยุดอยู่กับที ฉะนั้นคนไปที่ไหน ก็ต้องสื่อสารได้ตลอด และการสื่อสารนั้นยังต้องการความเป็นส่วนตัวด้วยและสิ่งที่น่าคิดคือ ในวันก่อนที่เขาจะโชว์มือถือหนักกว่า 3 กิโลกกรัมต่อสายตาชาวโลกนั้น คนทั่วโลกยังรู้จักแต่ชื่อ “โทรศัพท์ติดรถยนต์ (Carphone)” ซึ่งใช้กันอย่างแพร่หลายเมื่อสมัยหลังสงครามโลกครั้งที่สอง โดยเครื่องโทรศัพท์ได้ถูกพัฒนาให้ไปติดที่รถ ใช้กับแพทย์ หรือ บริการส่งสินค้าตามบ้าน

    เขายืนทดลองโทรศัพท์จากมือถือเครื่องแรกที่ถนนสายที่ 6 หน้าโรงแรมฮิลตัน ใจกลางเมืองนิวยอร์ก และคนแรกที่เขาโทรหาก็คือ “โจ แองเกิล” วิศวกรคู่แข่งที่บริษัท AT&T โดยเขาพูดสั้นๆ ว่าโทรมาจากมือถือ โทรศัพท์ที่ใช้มือถือจริงๆ ต่อจากนั้นก็ไม่ได้ยินเสียงตอบรับจากปลายสายเลย จากนั้นเขายังเดินยกมือถือคุยต่อไป โดยที่ไม่รู้ตัวว่ากำลังข้ามถนนอยู่ ซึ่งเพื่อนของเขาก็ดึงตัวเอาไว้ ซึ่งเหตุการณ์แบบนี้เคยเกิดกับเขาคนแรก แต่วันนี้ผู้คนทั่วโลกก็ได้รับประสบการณ์นี้อย่างเคยชินไปแล้ว
    ต่อจากนั้นมา เขาก็ได้เปิดตัวมือถือต้นแบบต่อหน้าสื่อมวลชน เมื่อสื่อทดลองใช้ โดยโทรไปต่างประเทศ ก็ต้องตกตะลึงว่าทำไมสิ่งของเครื่องเล็กๆ ไร้สาย แต่สามารถโทรข้ามโลกใบใหญ่ๆ ของเราได้

    โทรศัพท์มือถือรุ่นแรกของโลกถูกประเดิมจำหน่ายแก่สาธารณชนในวันที่ 13 มีนาคม 1984 ตามเวลาในสหรัฐฯ (ตรงกับวันที่ 14 มีนาคม 2527 ในประเทศไทย) โดยวันนี้เมื่อ 30 ปีที่แล้ว ชาวอเมริกันรายหนึ่งควักกระเป๋าซื้อ Motorola DynaTAC 8000X ด้วยราคา 3,995 เหรียญสหรัฐ ซึ่งหากคำนวณค่าเงินดอลลาร์สหรัฐในปัจจุบันจะพบว่าโทรศัพท์มือถือรุ่นแรกของโลกมีมูลค่ามากกว่า 1.3 แสนบาท

    ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ มาร์ติน คูเปอร์ (Martin Cooper)

    Motorola DynaTAC 8000X วางจำหน่ายที่ 3,995 เหรียญสหรัฐในวันที่ 13 มีนาคมเมื่อ 30 ปีที่แล้ว น่าเสียดายที่ไม่พบข้อมูลว่าใครคือลูกค้ารายแรกที่ซื้อโทรศัพท์มือถือรุ่น Motorola DynaTAC 8000X ไปใช้งานในครั้งนั้น โดยข้อมูลเบื้องต้นระบุว่าเป็นการซื้อเครื่องในเขตชิคาโก บัลติมอร์ หรือวอชิงตัน 

    การมือโทรศัพท์มือถือไว้ครอบครองในยุคนั้นถูกมองว่าเป็นเพียงเครื่องเสริมภาพลักษณ์สุดเจ๋ง ของเล่นคนรวยชิ้นนี้สามารถทำให้เจ้าของเรียกความสนใจจากคนรอบข้างได้ดี โดย Motorola DynaTAC 8000X มีขนาด 13 x 1.75 x 3.5 นิ้ว น้ำหนักเครื่อง 28 ออนซ์ ซึ่งความใหญ่โตและน้ำหนักระดับนี้ทำให้ผู้พัฒนา 8000X แอบตั้งชื่อเรียกโทรศัพท์มือถือรุ่นนี้ว่า "The Brick" หรือก้อนอิฐชิ้นโต
      
    แน่นอนว่า Motorola DynaTAC 8000X ไม่ได้มาพร้อมเวลาใช้งานมาราธอนเหมือนสมาร์ทโฟนในปัจจุบัน โดยผู้ใช้สามารถคุยโทรศัพท์ได้ราวครึ่งชั่วโมงเท่านั้นต่อการชาร์จแบตเตอรี่ 1 ครั้ง  ในมุมของราคา การที่ Motorola DynaTAC 8000X วางจำหน่ายที่ 3,995 เหรียญสหรัฐนั้นถือว่าสูงมากเมื่อเทียบกับค่าครองชีพในยุคนั้น โดยมูลค่านี้คิดเป็นสัดส่วนเกือบครึ่งเมื่อเทียบกับรายได้เฉลี่ยต่อปีของชาวสหรัฐฯ ในปี 2014 ที่มีมูลค่า 9,000 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 2.9 แสนบาท

    ขอขอบคุณข้อมูลจาก  

  • สตีฟ วอซเนียก

    Read More

    สตีเฟน แกรี่ วอซเนียก หรือ สตีฟ วอซเนียก (Steve Wozniak) บ้างก็เรียก สตีฟ โวสนิแอก ชื่อเล่นว่า "Woz"(วอซ) วันเกิด วันที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2493 ในแซนโฮเซ รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา เป็นบุคคลสำคัญในบริษัทแอปเปิล บริษัทคอมพิวเตอร์ เขาเป็นวิศวกรคอมพิวเตอร์ ผู้ก่อตั้งร่วมกันของแอปเปิลคอมพิวเตอร์ และเป็นผู้สร้างคอมพิวเตอร์ Apple I และ Apple II


    10 ประวัติบุคคลสำคัญทางคอมพิวเตอร์ ที่ปฏิวัติวงการไอทีสุดล้ำ

    ในปี 1970 วอซเนียกได้รู้จักกับสตีฟ จ๊อบส์ เนื่องจากมีงานฤดูร้อนในธุรกิจเดียวกัน และกลายเป็นเพื่อนกันในที่สุด จ๊อบส์และวอซเนียกได้ขายทรัพย์สินบางส่วนได้เงินประมาณ 1,300 เหรียญ และได้ร่วมกันประกอบคอมพิวเตอร์ต้นแบบซึ่งนับเป็นจุดเริ่มต้นของแอปเปิ้ล

    วันที่ 1 เมษายน 1976 จ๊อบส์และวอซเนียกก็ได้ก่อตั้ง Apple Computer โดยที่วอซเนียกได้ลาออกจากงานของเขาที่ Hewlett-Packard และทำงานในแผนกการวิจัยและการพัฒนาที่แอปเปิ้ล ผลิตภัณฑ์แรกของพวกเขาคือให้คอมพิวเตอร์ Apple I ในยุคที่คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลส่วนใหญ่จะใช้ในเชิงพาณิชย์ โดยจ๊อบส์และว๊อซเนียกได้ขายคอมพิวเตอร์ 100 เครื่องแรกให้กับ Paul Terrell ในการเปิดร้านคอมพิวเตอร์ใหม่ที่มีชื่อว่า Byte Shop ในเมาน์เทนวิว รัฐแคลิฟอร์เนีย

    ปี 1980 แอปเปิ้ลเป็นที่โด่งดังและทำให้จ๊อบส์และวอซเนียกกลายเป็นมหาเศรษฐี โดยสตีฟ จ๊อบส์ได้อนุญาตที่จะให้พนักงานบางส่วนของได้ซื้อหุ้นของ Apple ดั้งนั้นวอซเนียกจึงตัดสินใจที่จะแบ่งหุ้นส่วนหนึ่งของตนออกไป

    ปี 1983 เขาตัดสินใจกลับไปพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้กับแอปเปิ้ล แต่เขาไม่ต้องการบทบาทในบริษัทฯมากไปกว่าของวิศวกรคอมพิวเตอร์



    วอซเนียกได้สิ้นสุดการเป็นพนักงานจ้างเต็มเวลากับ Apple ในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 1987 เป็นเวลากว่า 12 ปีหลังจากการก่อตั้งบริษัท แต่ถึงกระนั้นเขาก็ยังเป็นผู้ถือหุ้นและกรรมการบริหารบริษัท

    ขอขอบคุณข้อมูลจาก

  • สตีเวน พอล จอบส์

    Read More

    สตีเวน พอล จอบส์ (Steven Paul Jobs) หรือที่รู้จักในชื่อ สตีฟ จอบส์ (เกิด 24 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1955 - 5 ตุลาคม ค.ศ. 2011) เป็นผู้นำธุรกิจและนักประดิษฐ์ชาวอเมริกัน ผู้ร่วมก่อตั้ง ประธาน อดีตประธานบริหารของแอปเปิลคอมพิวเตอร์ และยังเคยเป็นประธานบริหารพิกซาร์แอนิเมชันสตูดิโอส์ และเป็นคณะกรรมการบริหารบริษัทเดอะวอลต์ดิสนีย์ใน ค.ศ. 2006 หลังดิสนีย์ซื้อกิจการพิกซาร์



    เขาร่วมก่อตั้งแอปเปิลคอมพิวเตอร์กับสตีฟ วอซเนียก ใน ค.ศ. 1976 เป็นผู้มีส่วนช่วยทำให้แนวความคิดเรื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลเป็นที่นิยมขึ้นมา ด้วยเครื่อง Apple II ต่อมา เขาเป็นผู้แรกที่มองเห็นศักยภาพทางการค้าของส่วนประสานงานผู้ใช้แบบกราฟิกส์และเม้าส์ ที่ถูกพัฒนาขึ้นในศูนย์วิจัยซีร็อกซ์พาร์ค ของบริษัทซีร็อกซ์ และได้มีการผนวกเทคโนโลยีเหล่านี้เข้าไว้ในเครื่องแมคอินทอช หลังพ่ายแพ้ในการแย่งชิงอำนาจกับคณะกรรมการบริหารใน ค.ศ. 1984  จอบส์ลาออกจากแอปเปิลและก่อตั้งบริษัท การซื้อกิจการเน็กซ์ของแอปเปิลใน ค.ศ. 1996 ทำให้จอบส์กลับเข้าทำงานในบริษัทแอปเปิลที่เขาร่วมก่อตั้งขึ้นนั้น และเขารับหน้าที่ CEO ตั้งแต่ ค.ศ. 1997 ถึง 2011 จอบส์ยังเป็นประธานบริหาร และผู้บริหารระดับสูงของพิกซาร์แอนิเมชันสตูดิโอส์ ผู้นำด้านการผลิตภาพยนตร์แอนิเมชันด้วยคอมพิวเตอร์กราฟิกส์ ทั้งเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่ 50.1% กระทั่งบริษัทวอลต์ดิสนีย์ซื้อกิจการไปใน ค.ศ. 2006 จอบส์เป็นผู้ถือหุ้นมากที่สุดของดิสนีย์ที่ 7% และเป็นสมาชิกคณะกรรมการบริหารของดิสนีย์

    หลังจาก สตีฟ จอบส์ ประกาศแก่พนักงานแอปเปิลว่าตรวจพบมะเร็งตับอ่อนตั้งแต่กลางปี ค.ศ. 2004 จอบส์ ก็มีปัญหาทางสุขภาพเรื่อยมา จนตัดสินใจลาออกจากการเป็นประธานบริหารของแอปเปิล เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม ค.ศ. 2011 และ เสียชีวิตในวันที่ 5 ตุลาคม ค.ศ. 2011 หลังจากที่แอปเปิล ประกาศเปิดตัว ไอโฟน 4 เอส ได้เพียงแค่วันเดียว

    ช่วงแรกของชีวิต  
    สตีฟ จอบส์ เกิดที่เมืองซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนีย มีชื่อจริงว่า สตีเวน พอล จอบส์ เป็นบุตรบุญธรรมของพอล แรนโฮลด์ จอบส์ กับคลารา จอบส์ (สกุลเดิม ฮาโกเพียน) ครอบครัวชาวอเมริกันเชื้อสายอาร์เมเนีย ต่อมาพ่อแม่บุญธรรมก็รับผู้หญิงมาเป็นบุตรบุญธรรมอีกคน ชื่อ แพทรีเชีย "แพตตี" แอน จอบส์

    บิดามารดาที่แท้จริงของจอบส์ เขามีบิดาชื่อ อับดุลฟัตตะห์ "จอห์น" จันดาลี ชาวซีเรียมุสลิม นักศึกษา แต่ต่อมาได้ทำงานเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยสาขารัฐศาสตร์ กับโจแอน แคโรลด์ ชีเบิล (อังกฤษ: Joanne Carole Schieble) ที่มีเชื้อสายสวิสและนับถือคาทอลิก นักศึกษาในขณะนั้น ต่อมาได้ทำงานเป็นวิทยากรในการบำบัด ขณะที่จอบส์เกิด พ่อแม่ที่แท้จริงของเขายังมิได้สมรสกัน จันดาลี กล่าวว่า เขาไม่มีทางเลือกที่ยกทารกให้เป็นบุตรบุญธรรมของผู้อื่น เนื่องจากของครอบครัวของโจแอน ไม่ยอมรับความสัมพันธ์ของตน ต่อมาภายหลังบิดามารดาได้สมรสกันและให้กำเนิดน้องสาวร่วมสายเลือดของจอบส์ คือ โมนา ซิมป์สัน นักแต่งนวนิยาย




    ก่อตั้งแอปเปิ้ล
    ในปีค.ศ. 1972 จอบส์จบการศึกษาจากโฮมสตีดไฮสคูล ในเมืองคิวเปอร์ทีโน รัฐแคลิฟอร์เนีย และได้สมัครเข้าเรียนต่อที่วิทยาลัยรีด (Reed College) ในเมืองพอร์ตแลนด์ รัฐออริกอน แต่ก็ต้องลาพักการเรียนหลังจากเข้าเรียนได้เพียงหนึ่งภาคการศึกษา หลายปีต่อมา ในปาฐกถาครั้งหนึ่งในพิธีสำเร็จการศึกษาของบัณฑิตมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ปีค.ศ. 2005 จอบส์ได้กล่าวว่าเพราะเขาลาพักเรียนไป จึงมีเวลาเข้าชั้นเรียนคัดตัวหนังสือ "ถ้าผมไม่ได้เรียนวิชานั้นที่วิทยาลัยรีด เครื่องแมคอินทอชคงจะไม่มีรูปแบบอักษรหลากหลาย และปราศจากฟอนต์ที่มีการแบ่งระยะห่างอย่างถูกสัดส่วนเช่นนี้" จอบส์กล่าว

    ในช่วงฤดูใบไม้ร่วง ปี ค.ศ. 1974 จอบส์ได้กลับมายังรัฐแคลิฟอร์เนีย และได้เริ่มเข้าประชุมชมรม"เครื่องคอมพิวเตอร์ทำเองที่บ้าน" กับ สตีฟ วอซเนียก จากนั้นก็สมัครเข้าทำงานในตำแหน่งช่างเทคนิคที่ อาตาริ ผู้ผลิตคอมพิวเตอร์และวิดีโอเกมส์ที่ได้รับความนิยมอย่างสูง ตลอดช่วงเวลานี้ มีการค้นพบว่านกหวีดของเล่นที่แถมมาในกล่องอาหารเช้าทำจากธัญพืชยี่ห้อแคปแอนด์ครันช์ ทุกกล่อง เมื่อนำมาดัดแปลงเล็กน้อยแล้วจะสามารถทำเกิดเสียงความถี่ 2,600 เฮิร์ทซ์ ที่ใช้ในระบบโทรศัพท์ทางไกลของเอทีแอนด์ทีได้ โดยไม่รอช้า ในปีค.ศ. 1974 จอบส์กับวอซเนียกได้เริ่มธุรกิจผลิตกล่อง"บลูบ็อกซ์" จากแนวความคิดดังกล่าวอันทำเราสามารถโทรศัพท์ทางไกลได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด

    ในปีค.ศ. 1976 สตีฟ จอบส์ในวัย 21 ปี กับสตีฟ วอซเนียก วัย 26 ปี ได้ก่อตั้งบริษัทแอปเปิล คอมพิวเตอร์ขึ้น ในโรงรถที่บ้านของครอบครัวจอบส์ เครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องแรกที่จอบส์กับวอซเนียกได้นำเสนอออกสู่สายตาได้แก่เครื่องApple I มันถูกตั้งราคาไว้ที่ 666.66 ดอลลาร์สหรัฐ โดยนำตัวเลขมาจากหมายเลขโทรศัพท์ของเครื่องตอบโทรศัพท์เล่าเรื่องตลกขบขันของวอซเนียก ที่มีเบอร์โทรลงท้ายด้วย -6666

    ในปีค.ศ. 1977 จอบส์กับวอซเนียก ได้นำเครื่องApple IIออกสู่ตลาด และประสบความสำเร็จอย่างมากในตลาดคอมพิวเตอร์ใช้งานในบ้าน และทำให้แอปเปิลกลายเป็นผู้ผลิตรายสำคัญในวงการอุตสาหกรรมเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลที่กำลังอยู่ในช่วงเริ่มต้น ในเดือนธันวาคม ปีค.ศ. 1980 แอปเปิลคอมพิวเตอร์ได้กลายมาเป็นบริษัทมหาชน และการเปิดขายหุ้นให้แก่สาธารณชนผู้สนใจร่วมลงทุน ทำให้สถานภาพส่วนตัวของจอบส์สูงส่งขึ้นเป็นอันมาก ในปีเดียวกันนี้เอง แอปเปิลคอมพิวเตอร์ได้นำเครื่องApple IIIออกวางตลาด แต่กลับประสบความสำเร็จน้อยกว่าเดิม

    ในขณะที่ธุรกิจของแอปเปิลกำลังเติบโตต่อไป บริษัทได้เริ่มมองหาผู้มีความเชี่ยวชาญในการบริหารธุรกิจเพื่อมาช่วยในการขยายกิจการ ในปีค.ศ. 1983 จอบส์ได้ว่าจ้าง จอห์น สกัลลีย์ ผู้บริหารระดับสูงของบริษัทเป็บซี่-โคล่า ให้มาดำรงตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงของแอปเปิล โดยที่จอบส์ได้กล่าวท้าทายเขาว่า "คุณต้องการจะใช้ช่วงชีวิตที่เหลืออยู่ไปกับการขายน้ำหวาน หรือว่าต้องการโอกาสที่จะเปลี่ยนแปลงโลกนี้กันแน่?" ในปีเดียวกัน แอปเปิลยังได้เปิดตัวเครื่องคอมพิวเตอร์ลิซา ที่มีเทคโนโลยีล้ำหน้าแต่กลับไม่ประสบความสำเร็จทางการตลาดแต่อย่างใด



    ในปีค.ศ. 1984 เราได้เห็นการเปิดตัวเครื่องแมคอินทอช เครื่องคอมพิวเตอร์รุ่นแรกที่มีส่วนประสานงานผู้ใช้แบบกราฟิกส์ที่ประสบความสำเร็จทางการค้า การพัฒนาเครื่องแมคริเริ่มขึ้นโดย เจฟ ราสคินและทีมงานที่ได้แรงบันดาลใจจากเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นโดยศูนย์วิจัยซีรอกซ์พาร์ก แต่ยังไม่มีการนำมาพัฒนาเพื่อการค้า ความสำเร็จของเครื่องแมคอินทอช ทำให้แอปเปิลเลิกพัฒนาเครื่องApple II เพื่อส่งเสริมสายการผลิตเครื่องรุ่นแมค ซึ่งยังคงยืนหยัดมากระทั่งทุกวันนี้

    ขอขอบคุณข้อมูลจาก  (อ่านเพิ่มเติม)


  • บิล เกตส์

    Read More

    วิลเลียม เฮนรี เกตส์ ที่สาม เกิด 28 ตุลาคม ค.ศ. 1955 หรือที่มักเป็นที่รู้จักในชื่อ บิล เกตส์ เป็นนักธุรกิจชาวอเมริกัน และหนึ่งในผู้ก่อตั้งบริษัทไมโครซอฟท์ เขากับผู้บุกเบิกด้านคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลคนอื่น ๆ ได้ร่วมกันเขียนต้นแบบของภาษาอัลแตร์เบสิก ซึ่งเป็นอินเตอร์เพรเตอร์สำหรับเครื่องอัลแตร์ 8800 (เครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลในยุคแรกๆ) เขาได้ร่วมกับพอล แอลเลน ก่อตั้งไมโครซอฟท์ คอร์ปอเรชันขึ้น ซึ่งในขณะนี้เขาดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาเรื่องเทคโนโลยี นิตยสารฟอบส์ได้จัดอันดับให้ บิล เกตส์ เป็นบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลกหลายปีติดต่อกัน


    การที่ทรัพย์สินสุทธิของเกตส์ มีมูลค่าลดลงตั้งแต่ปี ค.ศ. 2000 เป็นต้นมา มีสาเหตุมาจากการที่หุ้นของไมโครซอฟท์มีราคาลดลง รวมถึงการที่เขาได้บริจาคเงินหลายพันล้านดอลลาร์ให้องค์กรการกุศลของเขา และแม้เขาจะมีรายได้ลดลง ตามรายงานของนิตยสารฟอร์บในปีค.ศ. 2004 เกตส์ยังได้บริจาคเงินรวมกว่า 28,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐให้กับองค์กรการกุศลในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

    เขาได้กลายเป็นบุคคลที่มั่งคั่งที่สุดในโลกไปเสียแล้ว แม้จะนับเอาประมุขของรัฐ (ผู้ซึ่งทรัพย์สินมาจากสถานะทางสังคม) ไว้ในการจัดอันดับด้วยก็ตาม (แม้ว่าการจัดอันดับตามมาตรฐานของนิตยสารฟอร์บนั้น จะไม่รวมเอาประมุขของรัฐเอาไว้ด้วย ฟอร์บได้จัดทำบัญชีประมาณการทรัพย์สินของประมุขแต่ละประเทศไว้ต่างหาก เมื่อนำรายชื่อจากการจัดอันดับทั้งสองแบบมารวมกันแล้ว พบว่าเกตส์เป็นบุคคลที่มั่งคั่งที่สุดในโลก) แต่ใน ค.ศ. 2016 เขาได้กลับมามีเงิน 76.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

    ขอขอบคุณข้อมูลจาก


ค้นหา

ล่าสุด

About

(Team Developer) ORNEXDEV

facebook fanpage