Software

  • Thai WPS Office ซอฟต์แวร์งานเอกสารราคาเบาๆ ที่สร้างมาเพื่อคนไทย

    Read More

    Thai WPS Office ซอฟต์แวร์งานเอกสารราคาเบาๆ ที่สร้างมาเพื่อคนไทย

    บริษัทไทย ดับเบิ้ลยูพีเอส ขอนำเสนอซอฟต์แวร์จัดการงานเอกสารตัวใหม่ ภายใต้ชื่อ Thai WPS Office เพื่อให้ชาวไทยมีทางเลือกใหม่สำหรับการเลือกใช้ซอฟต์แวร์สำนักงานที่คล่องตัว มีประสิทธิภาพ และมีความโดดเด่นในการออกแบบเพื่อให้ใช้งานได้สะดวกง่ายดาย โดยคำนึงถึงความต้องการของผู้ใช้คนไทยเป็นหลัก โดยในชุดซอฟต์แวร์ Thai WPS Office ประกอบไปด้วยซอฟต์แวร์หลัก 3 ตัวได้แก่ Writer ซอฟต์แวร์จัดการงานเอกสารในลักษณะเดียวกับ Microsoft Word , Spreadsheets ซอฟต์แวร์จัดการตารางคำนวณในลักษณะเดียวกับ Microsoft Excel และซอฟต์แวร์ Presentation สำหรับการสร้างสไลด์งานนำเสนอในลักษณะเดียวกับ Microsoft PowerPoint

    และเตรียมพบกับการรีวิวซอฟต์แวร์ Thai WPS Office จาก Thaiware ได้เร็วๆ นี้

    Thai WPS Office ซอฟต์แวร์งานเอกสารราคาเบาๆ ที่สร้างมาเพื่อคนไทย

    โดยชุดซอฟต์แวร์ Thai WPS Office วางราคาขายแบบ Business Lifetime Licence (สำหรับการใช้งานในองค์กรธุรกิจ) เอาไว้ที่ 5,250 บาท แต่มีโปรโมชั่นลดราคาสำหรับช่วงเปิดตัวเหลือที่ 4,990 บาท และวางราคาขายสำหรับการเช่าใช้แบบรายปี หรือ Rental Licence เอาไว้ที่ 1,200 บาท

    Thai WPS Office ซอฟต์แวร์งานเอกสารราคาเบาๆ ที่สร้างมาเพื่อคนไทย

                            Thai WPS Office รองรับการเปิดและแก้ไขไฟล์เอกสาร Microsoft Office ทั้งเก่าและใหม่ได้หลายเวอร์ชั่น

    Thai WPS Office ซอฟต์แวร์งานเอกสารราคาเบาๆ ที่สร้างมาเพื่อคนไทย

    WPS Office​ Writer​​​​​​ สามารถปรับขนาดความกว้างของย่อหน้าได้อย่างง่ายดาย

    Thai WPS Office ซอฟต์แวร์งานเอกสารราคาเบาๆ ที่สร้างมาเพื่อคนไทย

    WPS Office​ Writer​​​​​​ มีความยืดหยุ่นในการจัดเลย์เอาท์หน้าเอกสาร

    Thai WPS Office ซอฟต์แวร์งานเอกสารราคาเบาๆ ที่สร้างมาเพื่อคนไทย

    WPS Office​ Writer​​​​​​ เปิดโอกาสให้สามารถจัดการกับตารางที่แทรกในเอกสารได้อย่างง่ายดาย

    Thai WPS Office ซอฟต์แวร์งานเอกสารราคาเบาๆ ที่สร้างมาเพื่อคนไทย

    WPS Office​ Spreadsheets มีระบบการไฮไลท์ช่วยให้เล็ง Cell ที่ต้องการได้อย่างง่ายดาย

    ขอขอบคุณข้อมูลจาก: thaiware.com

  • งานเข้า! พบช่องโหว่ใน Microsoft Office ที่ทำให้มัลแวร์สามารถติดตั้งตัวเองผ่านไฟล์เอกสารได้

    Read More

    กลายเป็นงานช้างของ Microsoft ทันที เมื่อบริษัทแอนตี้ไวรัสชื่อดังอย่าง McAfee และบริษัทเรื่องความปลอดภัยบนโลกไซเบอร์ FireEye เปิดเผยว่าทีมนักวิจัยของตน ค้นพบช่องโหว่สุดอันตราย บนโปรแกรมสามัญประจำเครื่องอย่างพวก Microsoft Office ที่อาจเปิดโอกาสให้มัลแวร์ประสงค์ร้ายแอบเข้ามาติดตั้ง มาขโมยข้อมูล หรือควบคุมเครื่องของคุณได้ผ่านทางไฟล์เอกสาร

    งานเข้า! พบช่องโหว่ใน Microsoft Office ที่ทำให้มัลแวร์สามารถติดตั้งตัวเองผ่านไฟล์เอกสารได้
    งานเข้า! พบช่องโหว่ใน Microsoft Office ที่ทำให้มัลแวร์สามารถติดตั้งตัวเองผ่านไฟล์เอกสารได้
    โดยกลไกการทำงานของมันเริ่มต้นจากเมื่อคุณเปิดไฟล์เอกสารที่มีมัลแวร์ดังกล่าวด้วยโปรแกรม Microsoft Office โดยมันจะอาศัยฟีเจอร์ Object Linking and Embedding (OLE) ที่ทำให้ผู้ใช้สามารถฝังลิงค์ หรือเชื่อมต่อลิงค์บนไฟล์เอกสารได้ ซึ่งมันจะทำการดาวน์โหลดแอพลิเคชั่น HTML ที่แฝงตัวอย่างแนบเนียน ทำให้ระบบว่าเชื่อว่าสิ่งนี้มันเป็นแค่ไฟล์ข้อความธรรมดาๆ จากนั้นแอพ HTML ที่ถูกโหลดเสร็จเรียบร้อย จะทำการเชื่อมต่อไปยังเซิร์ฟเวอร์ควบคุม และรันคำสั่งให้มัลแวร์เข้าไปติดตั้งในระบบของเครื่องคุณครับ ซึ่งความร้ายกาจของมันอยู่ตรงที่มันจะไม่มีอะไรแจ้งเตือน หรือทำให้คุณฉุกคิดได้เลย ทันทีที่กระบวนการทุกอย่างเสร็จสิ้น เครื่องของคุณก็ถูกเจ้ามัลแวร์แอบแฝงเข้ามาซะแล้ว และช่องโหว่นี้มีผลกระทบกับ Microsoft Office ทุกเวอร์ชั่น รวมถึง Microsoft Office 2016 สำหรับ Windows 10 ด้วย

    สำหรับช่องโหว่ดังกล่าว บริษัท Microsoft ได้รับรู้ และเตรียมออกอัพเดตโปรแกรมในวันนี้ เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวแล้ว อย่างไรก็ตาม แม้จะผู้ใช้จะทำการอัพเดตไป แต่ก็ไม่มีอะไรมั่นใจได้ว่าจะไม่มีช่องโหว่อื่นๆ อีก ดั้งนั้นสิ่งที่ดีที่สุดก็คือการพยายามลดความเสี่ยงด้วยตนเอง เช่น การไม่เปิดไฟล์ที่มาจากแหล่งที่ไม่มีความน่าเชื่อถือ แต่ถ้าจำเป็นควรเปิดด้วยโหมด มุมมองที่ได้รับการป้องกัน (Protected View) และควรติดตั้งโปรแกรมแอนตี้ไวรัสพร้อมหมั่นอัพเดตข้อมูลไวรัสให้ล่าสุดอยู่เสมอ

    ขอขอบคุณข้อมูล :thaiware.com

  • พบไวรัสเรียกค่าไถ่สุดโหด ไม่เอาเงิน แต่บังคับให้คุณเล่นเกมส์ Touhou โหมดยากสุดให้ผ่าน

    Read More

          Ransomware เป็นไวรัสชนิดหนึ่งที่หากคอมพิวเตอร์ของคุณพลาดท่าโดนเล่นงานแล้วล่ะก็ มันจะทำการจับไฟล์ของคุณเป็นตัวประกันด้วยการเข้ารหัสไฟล์ภายในเครื่องให้ไม่สามารถเปิดได้ จนกว่าคุณจะ "จ่ายเงิน" ให้แฮกเกอร์เพื่อเอารหัสมาปลดล็อคไฟล์ แต่ล่าสุดมีการค้นพบ Ransomware ตัวใหม่ ที่มีชื่อว่า "Rensenware" ไวรัสตัวนี้ไม่ต้องการเงิน แต่ต้องการให้คุณเล่นเกมส์แนวชู๊ตติ้งที่มีชื่อว่า Touhou Seirensen (Undefined Fantastic Object) ให้ได้คะแนนอย่างน้อย 200,000,000 แต้ม ในโหมด Lunatic หากทำได้ไฟล์ถึงจะถูกปลดล็อค

          ฟังดูง่ายๆ แค่เล่นเกมส์ให้ผ่านเท่านั้น ไม่ต้องเสียเงินสักบาท แต่สำหรับงานนี้เรามีความเห็นว่าบังคับให้จ่ายเงินยังจะดีซะกว่า เพราะเกมส์ Touhou Seirensen (Undefined Fantastic Object) ถือเป็นเกมส์ระดับขึ้นหิ้ง ที่ได้รับการยอมรับว่า "ยากมาก" มันมีความโดดเด่นที่รูปแบบการกระจายตัวของกระสุนที่สวยงาม ซึ่งมาพร้อมกับความยากที่จะหลบหลีกแบบสุดๆ สำหรับคนที่ไม่เคยเล่น ลองดูความยากได้จากคลิปวิดีโอด้านล่างนี้เลย

          ข่าวดี คือ อันที่จริงแล้ว "Rensenware" เป็นเพียงโปรเจคส์สนุกของนาย Tvple Eraser เท่านั้น โดยเขาเขียนมันขึ้นมาสนุกๆ ไม่ได้ต้องการโจมตีคอมพิวเตอร์เครื่องอื่น แต่มีคนดันเอา Source code ที่เขาแบ่งปันเอาไว้ใน GitHub มาใช้โจมตีซะงั้น ซึ่งในตอนนี้ Tvple Eraser  ได้ทำการปล่อยเครื่องมือสำหรับปลดล็อค "Rensenware" ออกมาเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวแล้ว


    ขอขอบคุณข้อมูลจาก :thaiware

  • งานดีโลกตะลึง!!! ระบบ AI ที่แปลงภาพวาดของจิตกรชื่อดัง ให้กลายเป็นภาพถ่ายได้เหมือนจริง

    Read More

    แอพฯ ที่สามารถเปลี่ยนภาพถ่าย ให้กลายเป็นภาพวาดในสไตล์ของจิตกรดังอย่าง Monet หรือ Lichtenstein นั้นมีออกมามากมายหลายตัว โดยแอพฯ ทำนองนี้ตัวที่ดังที่สุดต้องยกให้ Prisma แต่ ทีมนักวิจัยจาก UC Berkeley ทำอะไรที่เจ๋งกว่านั้นเยอะ พวกเขาได้พัฒนาระบบปัญญาประดิษฐ์หรือ AI ที่สามารถทำในทางตรงกันข้าม คือการแปลงผลงานภาพวาดจากจิตกรชื่อดัง ให้กลายเป็นภาพถ่ายที่มีความเหมือนจริงอย่างน่าทึ่งเลยทีเดียว แถมยังมีความสามารถในการแปลงภาพในทางอื่นๆ อีกหลากหลายรูปแบบ บอกเลยว่าระบบ AI สำหรับงานตกแต่งภาพตัวนี้ มีดีแบบไม่ธรรมดา

    ภาพวาดของ Monet → แปลงเป็นภาพถ่าย
    งานดีโลกตะลึง!!! ระบบ AI ที่แปลงภาพวาดของจิตกรชื่อดัง ให้กลายเป็นภาพถ่ายได้เหมือนจริง
    จากภาพตัวอย่างนี้ ทีมงานวิจัยได้ลองนำภาพวาดของจิตกรชื่อดังอย่าง Claude Monet (โกลด มอแน) ให้ระบบ AI ตัวนี้ทำการแปลงเป็นภาพวาด ซึ่งผลงานที่ได้ออกมาก็ให้ภาพที่มีอารมณ์คล้ายภาพถ่ายอย่างน่าทึ่ง ไม่เพียงเท่านั้นเจ้า AI ตัวนี้ยังมีสกิลการแปลงภาพจากของสิ่งหนึ่ง เป็นอีกสิ่งหนึ่งด้วย เราลองมาดูกัน

    แปลงจากของสิ่งหนึ่ง → เป็นอีกสิ่งหนึ่ง
    งานดีโลกตะลึง!!! ระบบ AI ที่แปลงภาพวาดของจิตกรชื่อดัง ให้กลายเป็นภาพถ่ายได้เหมือนจริง
    จากภาพเราจะเห็่นว่าระบบ AI ของทาง UC Berkeley สามารถแปลงจากภาพถ่ายม้า ให้กลายเป็นม้าลาย, แปลงจากม้าลาย ให้กลายเป็นม้า, แปลงจากแอปเปิ้ล ให้กลายเป็นส้ม, แปลงจากส้ม ให้กลายเป็นแอปเปิ้ล อะไรมันจะฉลาดขนาดนั้นหล่ะ เท่านั้นยังไม่พอเรามาดูกันต่อ

    แปลงภาพถ่ายฤดูหิมะ → เป็นภาพถ่ายฤดูร้อน
    งานดีโลกตะลึง!!! ระบบ AI ที่แปลงภาพวาดของจิตกรชื่อดัง ให้กลายเป็นภาพถ่ายได้เหมือนจริง
    อีกหนึ่งสกิลการแปลงภาพของระบบ AI จาก UC Berkeley ที่ถึงกับต้องร้องว้าว กับการแปลงภาพถ่ายจากฤดูหิมะให้กลายเป็นฤดูร้อน และแปลงภาพถ่ายจากฤดูร้อน เป็นฤดูหิมะ ผลลัพธ์ที่ออกมานั้นก็ต้องบอกว่ายอดเลย ถ้ามีการพัฒนาเพิ่มขีดความสามารถของ AI ตัวนี้ไปเรื่อยๆ ก็อาจทำให้นักรีทัชภาพตกงานกันได้เลย

    ขอขอบคุณข้อมูลจาก :thaiware.com

  • Apple ยืนยันช่องโหว่ของ iOS และ Mac ในไฟล์ลับที่ WikiLeaks เผยออกมา ถูกปิดหมดแล้ว

    Read More

    เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2017 ที่ผ่านมา เว็บไซต์ WikiLeaks ได้เผยแพร่ข้อมูลที่มีชื่อว่า "Vault 7: Project Dark Matter" ซึ่งเป็นข้อมูลเกี่ยวกับโครงการลับของ CIA ที่พัฒนาขึ้นเพื่อเจาะช่องโหว่โปรแกรมของบริษัท Apple ทั้ง iOS และ Mac ในเอกสารได้มีข้อมูลเครื่องมือหลายอย่าง รวมไปถึงรายละเอียดของช่องโหว่ที่แฮกเกอร์ใช้ในการเข้าถึงข้อมูลในผลิตภัณฑ์ของ Apple ได้
    Apple ยืนยันช่องโหว่ของ iOS และ Mac ในไฟล์ลับที่ WikiLeaks เผยออกมา ถูกปิดหมดแล้ว
    ล่าสุดทาง Apple ได้ออกมาตอบโต้ด้วยการออกแถลงการณ์ชี้แจงดังนี้ 

                  เราได้ประเมินรายละเอียดของข้อมูลในเอกสารที่ทาง WikiLeaks ได้เผยแพร่ออกมาตั้งแต่ช่วงเช้าของวันนี้ จากการวิเคราะห์เบื้องต้น พบว่าความเสี่ยงของช่องโหว่ที่ในเอกสารได้ระบุเอาไว้ มีผลต่อ iPhone 3G  เท่านั้น อีกทั้งช่องโหว่นั้นยังได้รับการแก้ไขแล้วในปี 2009 เมื่อเราเปิดตัว iPhone 3GS ในส่วนของช่องโหว่ในเครื่อง Mac ก็ได้ถูกปิดไปทั้งหมดแล้วเช่นกันตั้งแต่ปี 2013

                เราไม่มีการเจรจากับทาง WikiLeaks สำหรับข้อมูลใดๆ ที่ถูกเผยแพร่ออกมา ขั้นตอนการดำเนินการจะถูกปฏิบัติไปตามมาตรฐานของเราเหมือนปกติ เรามีความพยายามอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยในการสร้างความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวให้แก่ผู้ใช้ผลิตภัณฑ์ของเรา และเราจะไม่ยอมรับหรือประสานงานกับผู้ที่มีความพยายามคุกคามต่อผู้ใช้งานของเราเป็นอันขาด

    ขอขอบคุณข้อมูลจาก : thaiware

  • จัดว่ายอด! เมื่อ IBM วางแผนที่จะนำควอนตัมคอมพิวเตอร์ มาใช้ในเชิงพาณิชย์

    Read More

    เรากำลังจะก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของของระบบคอมพิวเตอร์กันแล้วครับ เมื่อ IBM ออกมาประกาศว่ามีความคิดริเริ่ม ที่จะสร้าง ยูนิเวอร์เซลควอนตัมคอมพิวเตอร์ (Universal quantum computer) เพื่อการใช้งานในเชิงพาณิชย์แล้ว โดยระบบคอมพิวเตอร์แบบควอนตัมถูกขนานนามให้ว่า IBM Q และเป็นเจ้าแรกในอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์ ที่นำเสนอแนวคิดนี้ 

    โดยระบบ ควอนตัมคอมพิวเตอร์ นั้นมีรูปแบบการทำงานแตกต่างจากระบบคอมพิวเตอร์ที่เราใช้กันอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งควอนตัมคอมพิวเตอร์ นั้นใช้หลักการของควอนตัมฟิสิกส์มาใช้ในการประมวลผลข้อมูล โดยปริมาณข้อมูลในระบบคอมพิวเตอร์มาตรฐานที่เราใช้กันอยู่ จะมีหน่วยเป็น Bits (บิต) แต่สำหรับ ระบบควอนตัมคอมพิวเตอร์ จะมีหน่วยเป็น Qubits (คิวบิต) คุณประโยชน์ของควอนตัมคอมพิวเตอร์คือ มันมีพลังในการประมวลผลสูงกว่าระบบคอมพิวเตอร์ที่เราคุ้นเคยกัน สามารถคำนวณโจทย์ทางศณิตศาสตร์ที่มีความซับซ้อน หรือจำลองโมเดลทางวิทยาศาสตร์ที่มีความซับซ้อน อย่างเช่น การขยายตัวของจักรวาล รวมถึงถอดรหัสที่มีความซับซ้อนได้อย่างรวดเร็ว
    จัดว่ายอด! เมื่อ IBM วางแผนที่จะนำควอนตัมคอมพิวเตอร์ มาใช้ในเชิงพาณิชย์
    โฉมหน้าของ D-Wave ควอนตัมคอมพิวเตอร์เครื่องแรกที่ถูกนำมาใช้ในเชิงพาณิชย์

    แต่ในเวลานี้ ยังเป็นเหมือนยุคริเริ่มในการนำควอนตัมคอมพิวเตอร์มาใช้งานอย่างกว้างขวาง โลกได้มัมผัสกับควอนตัมคอมพิวเตอร์ ที่มีชื่อว่า D-Wave ไปก่อนหน้านี้ แต่ก็ยังมีข้อจำกัดทางด้านฮาร์ดแวร์ ทำให้สามารถทำงานได้เฉพาะในบางรูปแบบเท่านั้น และระบบควอนตัมคอมพิวเตอร์รูปแบบใหม่ ที่มีชือ่ว่า IBM Q จะเป็น ยูนิเวอร์เซลควอนตัมคอมพิวเตอร์ ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้งานได้กว้างกว่าเดิม และมีพลังการประมวลผลสูงพอที่จะแก้โจทย์ที่มีความซับซ้อนมากๆ จนระบบคอมพิวเตอร์ในปัจจุบัน ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้

    การที่ทาง IBM เพิ่มประสิทธิภาพ และทำให้ระบบ ควอนตัมคอมพิวเตอร์ เป็นสิ่งที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น ทำให้เกิดความเป็นไปได้ใหม่ๆ อย่างมาหศาล ลองคิดดูง่ายๆ โลกในยุคอดีตที่ระบบคอมพิวเตอร์ยังไม่พัฒนา วิศวกรใช้เครื่องคิดเลข และกระดาษในการคำนวณเพื่อออกแบบสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ต่อมาเมื่อคอมพิวเตอร์ก้าวเข้ามามีบทบาท ก็เปรียบเหมือนการปฏิวัติอุตสาหกรรม การคำนวณ การออกแบบทางวิศวกรรม รวมถึงการจำลองโมเดลต่างๆ ทำได้บนเครื่องคอมพิวเตอร์ ทำให้การสร้างสรรค์สิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และจะมีการก้าวกระโดดอีกครั้งเมื่อโลกก้าวเข้าสู่ยุคของ ควอนตัมคอมพิวเตอร์

    โดยในช่วงเวลา 2-3 ปีข้างหน้า IBM จะนำเสนอ ยูนิเวอร์เซลควอนตัมคอมพิวเตอร์ ให้กับพาร์ทเนอร์ในบางอุตสาหกรรมก่อน และจะมีการพัฒนาขีดความสามารถทางด้านฮาร์ดแวร์ขึ้นอย่างต่อเนื่อง 

    โดยคุณ Tom Rosamilia รองประธานของ IBM Systems ให้ความเห็นว่า "ระบบคอมพิวเตอร์แบบดั้งเดิม ก็ยังมีพลังการประมวลผลที่เพียงพอ และรองรับการใช้งานเชิงธุรกิจ รวมถึงการใช้งานในเชิงสังคมได้ทุกรูปแบบ แต่ก็ยังมีโจทย์ปัญหาจำนวนมาก ที่ระบบคอมพิวเตอร์แบบดั้งเดิมไม่สามารถแก้ได้ เพื่อสร้างองค์ความรู้ให้แก่มนุษยชาติได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ควอนตัมคอมพิวเตอร์ คือทางออก"

    หนทางบนถนนสายควอนตัมคอมพิวเตอร์ของ IBM ยังอีกยาวไกล ย้อนกลับไปในเดือนพฤษภาคม 2016 พวกเขาได้เปิดให้โลกภายนอก ได้ลองเข้าใช้ระบบควอนตัมคอมพิวเตอร์ผ่านระบบออนไลน์ โดยเป็นระบบระบบควอนตัมคอมพิวเตอร์ ที่มีเทคโนโลยีการประมวลผลแบบ 5 Qubits (เทียบกับระบบคอมพิวเตอร์ในปัจจุบันที่มีเทคโนโลยีการประมวลผลแบบ 32 และ 64 บิต) โดยมีผู้ใช้งานร่วม 100 รายเข้ามาทดสอบใช้ระบบ โดยที่ควอนตัมคอมพิวเตอร์ จะสามารถแสดงศักยภาพเหนือระบบคอมพิวเตอร์ในปัจจุบันได้อย่างแท้จริง เมื่อสามารถพัฒนาไปได้ถึงระบบการประมวลผลแบบ 50 Qubits

    และในตอนนี้ ก็ได้มีการออก API ตัวใหม่ เพื่อให้การสร้างอินเทอร์เฟสเชื่อมโยงระหว่างเครื่องควอนตัมคอมพิวเตอร์แบบ 5 Qubits เข้ากับระบบคอมพิวเตอร์ในปัจจุบันได้ง่ายขึ้น และในช่วงครึ่งแรกของปี 2017 ทาง IBM จะออก SDK ที่ทำให้โปรแกรมเมอร์ สามารถสร้างแอพพลิเคชั่นง่ายๆ หรือสร้างซอฟต์แวร์ที่จะนำมาใช้งานร่วมกับระบบควอนตัมคอมพิวเตอร์

    ชัดเจนว่าทาง IBM มีความพยายามที่จะสร้างควอนตัมคอมพิวเตอร์ ที่สามารถนำไปใช้งานได้อย่างกว้างขวาง ตอบโจทย์ทั้งการใช้งานของผู้เชี่ยวชาญหรือนักวิทยาศาสตร์ในห้องแลป ที่ใช้จำลองโมเดลทางคณิตศาสตร์ หรือโมเดลทางฟิสิกส์ที่มีความซ้บซ้อนสูง ไปจนถึงการนำไปใช้งานออกแบบเชิงอุตสาหกรรม

    ขอขอบคุณข้อมูลจาก : thaiware


  • Chrome เวอร์ชั่นใหม่ รองรับการทำงานร่วมกับ Touch Bar ใน MacBook Pro แล้ว

    Read More

    ในตอนที่ Apple ได้เปิดตัว Macbook Pro หนึ่งในฟีเจอร์ใหม่ที่ถูกเพิ่มเข้ามาก็คือ Touch Bar ซึ่งนับตั้งแต่เปิดตัวมาในเดือนตุลาคม ผู้พัฒนาโปรแกรม 3rd Party ก็เริ่มทยอยปรับปรุงโปรแกรมให้รองรับการทำงานร่วมกับหน้าจอ Touch Bar ล่าสุดเว็บเบราว์เซอร์ Chrome ของ Google ก็อัพเดทให้รองรับการทำงานร่วมกับ Touch Bar แล้ว

    Chrome 58 ที่เพิ่งปล่อยออกมา ทาง Google ได้มีการปล่อย Canary build ออกมาด้วย ซึ่งในเวอร์ชั่น Canary build ตัวโปรแกรมจะสามารถทำงานร่วมกับ Touch Bar ได้
    Canary build คือ Chrome เวอร์ชั่นที่ยังไม่ผ่านการทดสอบ เรียกว่าพัฒนาเสร็จแล้วปล่อยเลย อาจจะมีบัคหรือปัญหาด้านการใช้งานบ้าง
    Chrome เวอร์ชั่นใหม่ รองรับการทำงานร่วมกับ Touch Bar ใน MacBook Pro แล้ว

    ด้วย Touch Bar ใน MacBook Pro ผู้ใช้สามารถสั่งเปิดแท็บใหม่, ค้นหา และฯลฯ ได้โดยตรงจาก Touch Bar อย่างไรก็ตามในตอนนี้เมนูของ Chrome บน Touch Bar ยังเป็นแบบตายตัวอยู่ ไม่มีการเปลี่ยนแปลงไปตามลักษณะการใช้งาน เช่น เปลี่ยนเป็น Playback controls เวลาที่กำลังเล่นวีดีโอ เป็นต้น 

    ใครที่สนใจอยากลอง สามารถดาวน์โหลด Chrome Canary build ได้ที่ https://www.google.com/chrome/browser/canary.html?platform=mac ทั้งนี้การติดตั้ง Chrome Canary build จะะไม่เป็นการติดตั้งทับ Chrome เวอร์ชั่นปกตินะครับ แต่จะถูกติดตั้งแยกออกมาเป็นอีกโปรแกรมเลย

    ขอขอบคุณข้อมูลจาก :thaiware.com

  • KasperskyOS ระบบปฏบิติการที่เน้นความปลอดภัยโดยเฉพาะ

    Read More

      Kaspersky เปิดตัว KasperskyOS ระบบปฏบิติการเน้นความปลอดภัย ป้องกันภัยคุกคามให้กับ Internet of Things

              เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2560 Kaspersky ได้เปิดตัวระบบปฏิบัติการ KasperskyOS  ที่ชูจุดเด่นด้านความปลอดภัยสำหรับอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่สามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ (Internet of Things) เนื่องจากยุคปัจจุบันเริ่มมีอุปกรณ์เหล่านี้มากขึ้นเรื่อย ๆ ในขณะนี้ภัยคุกคามก็มีมากขึ้นเรื่อย ๆ เช่นกัน แต่ก็ยังมีอุปกรณ์หลายชนิดที่ยังขาดการป้องกันและความปลอดภัยที่ดี ทำให้ทาง Kaspersky พัฒนาระบบปฏิบัติการนี้ขึ้นมา


              KasperskyOS ไม่ได้เป็นเพียงระบบปฏิบัติการที่นำเอา Linux มาปรับแต่งใหม่ แต่เป็นระบบปฏิบัติการที่ทาง Kaspersky พัฒนาขึ้นมาใหม่เองทั้งหมด โดยใช้เวลาพัฒนามานานถึง 14 ปีเลยทีเดียว โดย KasperskyOS ถูกพัฒนาให้สามารถรองรับการใช้งานต่าง ๆ ได้ครอบคลุมเหมือนกับ Windows, Mac และ Linux

              อย่างไรก็ตาม KasperskyOS ไม่ใช่ระบบปฏิบัติการที่จำหน่ายสำหรับผู้ใช้ทั่วไป แต่เป็นระบบปฏิบัติที่จะปรับแต่งให้สำหรับแต่ละองค์กรที่ต้องการนำไปใช้โดยเฉพาะ ในราคาที่แตกต่างกัน


    ภาพจาก :digitaltrends
    ข้อมูลจาก : kapook

  • Google พัฒนา AI สามารถเปลี่ยนภาพความละเอียดต่ำให้เป็นภาพความละเอียดสูง

    Read More

    ถ้าใครเคยดูภาพยนตร์เรื่อง Blade Runner มาก่อน คงจะจดจำ Deckard อุปกรณ์ปรับภาพคุณภาพต่ำให้มีความละเอียดสูงได้ในพริบตา ด้วยเทคโนโลยีที่เรามีในปัจจุบันนี้ คงยังไม่สามารถประดิษฐ์อุปกรณ์แบบนั้นได้ แต่อย่างไรก็ตาม Google ได้พัฒนาเทคโนโลยีที่มีความสามารถใกล้เคียงกับ  Deckard ได้สำเร็จแล้ว

    ทีม Google Brain ได้พัฒนาระบบ Neural network (โครงข่ายประสาทเทียม) สำหรับวิเคราะห์ภาพความละเอียดต่ำ โดยมันจะทำการเปรียบเทียบภาพคุณภาพต่ำกับภาพความละเอียดสูงจำนวนมากในฐานข้อมูล เพื่อวิเคราะห์ว่าภาพมันน่าจะเป็นลักษณะไหน ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้น่าประทับใจทีเดียวครับ
    Google พัฒนา AI สามารถเปลี่ยนภาพความละเอียดต่ำให้เป็นภาพความละเอียดสูง
    แม้ว่าในขณะนี้ ผลลัพธ์ที่ได้จะยังห่างไกลกับคำว่าสมบูรณ์แบบ แต่ผลลัพธ์ก็ออกมาน่าพึงพอใจมากทีเดียวครับ เราจะเห็นได้ว่าภาพความละเอียดระดับ 8x8 พิกเซล ที่ดูไม่ออกเลย กลายเป็นภาพที่พอจะมองลักษณะของใบหน้าออกได้อย่างชัดเจน ซึ่งในอนาคต เทคโนโลยีนี้สามารถนำไปต่อยอดใช้ประโยชน์ได้อีกหลายรูปแบบเลยล่ะ

    ขอขอบคุณข้อมูลจาก:thaiware.com

  • เตือนภัย! Symantec พบมัลแวร์ตัวใหม่ในแอพฯ ยอดฮิต บน Play Store

    Read More

    ล่าสุด ทางบริษัทผลิตซอฟต์แวร์กำจัดไวรัสอย่าง Symantec ได้ออกมาเปิดเผยว่า มีการค้นพบ แอพฯ ของระบบ Android บน Play Store จำนวน 3 ตัว ที่มีการแอบแฝงมัลแวร์ เพื่อให้ทำการคลิกบนแบนเนอร์โฆษณา โดยที่ผู้ใช้งานไม่ทันได้รู้ตัว

    โดยแอพฯ 2 ตัวแรกที่ตรวจพบมัลแวร์มีชื่อว่า Fast Charge 2017 และ Fast Charger X3 Free โดยแอพฯ ทั้ง 2 ตัวนี้มียอดการดาวน์โหลดระหว่าง 10,000 และ 50,000 ครั้งในอเมริกาเหนือ ส่วนแอพฯ ตัวที่ 3 มีชื่อว่า Clear Master Boost And Clean ที่มียอดดาวน์โหลดอยู่ในช่วงระหว่าง 5,000 และ 10,000 โดยแอพฯ ทั้ง 3 ตัวนี้ใช้วิธีการที่หลากหลาย ในการป้องกันไม่ให้ผู้ใช้ รับรู้ถึงจุดประสงค์ที่แท้จริงของมัน แถมยังยากที่จะหยุดไม่ให้มันเข้ามาใช้สมาร์ทโฟนของเรา เพื่อใช้เป็นช่องทางในการทำเงินให้กับแฮกเกอร์ด้วย

    ในระบบ Android นั้น แอพฯ สามารถปรับเปลี่ยนตัวเองได้หลากหลายรูปแบบ และทาง Symantec บอกว่า แอพฯ แผงมัลแวร์ที่ต้องการหลบเลี่ยงการตรวจจับ มักจะแสดงชื่อแอพฯ เป็นแบบหนึ่งบนหน้าจอ Home Screen แต่จะใช้อีกชื่อหนึ่งในรายการแสดง Process ที่รันอยู่ ตัวอย่างเช่น แอพฯ ชื่อว่า Fast Chager บนหน้าจอ Home Screen แต่กลับแสดงชื่อใน Process ว่า android ในเวลาต่อมา ถ้าแอพ Fast Chager ถูกลบออกไปจากหน้าจอ แต่ Process ที่ชื่อว่า android ซึ่งเป็นแกนกลางของมัลแวร์ยังคงทำงานได้ต่อเนื่อง ซึ่งวิธีหยุดการทำงานของมัลแวร์ ผู้ใช้ต้องเข้าไปที่เมนู การตั้งค่า > การจัดการแอพพลิเคชั่น แล้วสั่ง "ปิดใช้งาน" แอพฯ ที่เป็นมัลแวร์นั้น

    Symantec กล่าวว่า แอพฯ เหล่านี้ใช้รูปแบบ การโจมตีหน่วงเวลา (Delayed attacks), การเปลี่ยนชื่อตัวเอง (self-naming tricks) และ การโจมตีที่ถูกควบคุมโดยเซิร์ฟเวอร์จากส่วนกลาง เพื่อหลบเลี่ยงการตรวจพบ และการค้นหาเป้าหมาย ซึ่งวิธีการ 3 นี้นับว่าเป็นรูปแบบที่คลาสสิกสำหรับการโจมตีของมัลแวร์ แต่เจ้ามัลแวร์ที่เพิ่งถูกค้นพบใหม่นี้ มันมีความพิเศษตรงที่ ใช้เทคนิคเหล่านี้รวมกัน ทำให้หยุดยั้งพวกมันได้ยากยิ่งขึ้น แถมยังสามารถมองหาเป้าหมายใหม่ สำหรับการโจมตีผ่านการควบคุมจากเครื่องเซิร์ฟเวอร์ส่วนกลางได้ด้วย และสามารถสร้างรายได้อย่างงดงาม ให้กับผู้ที่บงการอยู่เบื้องหลัง (จากการแสดง และคลิกแบนเนอร์โฆษณา)

    ข่าวของการที่มัลแวร์สายที่ใช้หาเงินจากรายได้โฆษณา สามารถสร้างรายได้อย่างงดงาม ได้ถูกเปิดเผยเป็นครั้งแรกในปี 2016 โดยระบบที่มีชื่อว่า Methbot มันถูกสร้างขึ้นมาเพื่อการเปิดดูคลิปวีดีโอ 300 ล้านครั้งในแต่ละวัน ซึ่งสร้างรายได้ถึง 3 - 5 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อวัน และการหารายได้จากการแสดงโฆษณาในรูปแบบนี้ถือว่าเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง และต่างจากการที่เกมส์ หรือแอพฯ ฟรี มีการเปิดเล่นวีดีโอให้เราดู (ในจำนวนครั้งการแสดงคลิปที่เหมาะสม) เพื่อแลกกับการที่เราจะได้เล่นเกมส์ หรือใช้แอพฯ นั้นแบบฟรีๆ

    ทางออกที่ดีสำหรับปัญหานี้ (โดยเฉพาะผู้ที่ใช้งานอุปกรณ์ Android) คงจะหนีไม่พ้นการหมั่นแบ็คอัพข้อมูลของเครื่อง และหลีกเลี่ยงการติดตั้งแอพฯ ดูแล้วไม่น่าเชื่อถือ


    ขอขอบคุณข้อมูลจาก :.thaiware.com

ค้นหา

ล่าสุด

About

(Team Developer) ORNEXDEV

facebook fanpage